วันพุธ 13 ธันวาคม 2560
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ข่าวสาร > ไขข้อสงสัย! “ฮิวโก้ จุลจักร” เกี่ยวข้องยังไงกับราชวงศ์จักรี เรื่องที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้! (รายละเอียด)

ไขข้อสงสัย! “ฮิวโก้ จุลจักร” เกี่ยวข้องยังไงกับราชวงศ์จักรี เรื่องที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้! (รายละเอียด)

หมวดหมู่ : ข่าวสาร 6 ธันวาคม 2017 เปิดอ่าน 168 ครั้ง

ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 แผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยุคที่อาณานิคมต่างชาติเริ่มไล่คืบมาถึงสยาม มันได้นำพาวัฒนธรรมและขนบประเพณีที่เราชาวสยามไม่คุ้นเคยแทรกซึมเข้ามาด้วย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล็งเห็นในข้อนี้และทรงสร้างการตั้งรับโดยส่งเจ้าชายทั้งหมดไปเล่าเรียนในยุโรปและนานาประเทศ เพื่อให้เข้าใจถึงรูปแบบขนมประเพณีต่างๆ อีกทั้งยังเพื่อให้นำวิชาความรู้อันก้าวหน้าของตะวันตกมาพัฒนาสยามประเทศต่อไป แต่มีเจ้าชายพระองค์หนึ่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงศ์ภูวนาถ ซึ่งถูกส่งไปเล่าเรียนการทหารในประเทศรัสเซีย ได้พาแหม่มฝรั่งชาติรัสเซียกลับเข้ามา ด้วยขนบรูปแบบประเพณีต่างๆของโลกตะวันตกทั้งหลายนั้นเองทำให้คนโบราณและผู้ใหญ่ทั้งหลายย่อมไม่คุ้นชินเป็นธรรมดา การมีแหม่มฝรั่งเป็นเมียก็เป็นหนึ่งในนั้น
ท่ามกลางงานปาร์ตี้เสด็จออกขุนนางชนชั้นสูงที่ถูกจัดขึ้น ในขณะนั้นข่าวลือเรื่องแหม่มสาวของเจ้าฟ้าจักรพงศ์ภูวนาถได้ถูกสะพัดขึ้นในแวดวงอย่างหนาหู ไม่ต่างอะไรกับกองไฟอันตรายที่โหมกระหน่ำลุกคืบเข้ามาไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งเรื่องไปเข้าถึงพระกรรณ์ของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ในงานเมื่อท่านได้เสด็จเข้ามาถึงแล้ว ได้ทรงปรารภกับแขกชั้นผู้ใหญ่ทั่วไป และทรงหันมากระเซ้าเย้าแหย่เจ้าฟ้าจักรพงศ์ภูวนาถว่า “ยังไงเล็ก เขาว่ามีเมียฝรั่งจริงไหม” เจ้าฟ้านิ่งเงียบไปสักครู่ แล้วทรงตอบด้วยเสียงอันสั่นเทากลับไปว่า “อาจจะเป็นได้” เสียงทุกเสียงในงานเงียบกริบลงทันใด คำตอบนั้นเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงพระราชหฤทัยสมเด็จท่านอย่างใหญ่หลวง ทำให้ท่านทรงมีพระพักต์ซีดและเสด็จออกจากงานในทันที และในวินาทีนั้นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นให้ชีวิตของเจ้าชายองค์รองได้เปลี่ยนไปตลอดกาล


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า (รัชกาลที่ 5) ทรงเรียกเจ้าฟ้าจักรพงศ์ภูวนาถมาตำหนิพระองค์อย่างหนัก ทรงตรัสถามว่า “ถ้ามีลูกออกมา แล้วจะให้มันเป็นอะไร?” พระองค์ด้วยความที่เป็นคนมีนิสัยแข็งจึงตรัสตอบเสด็จพ่อด้วยเสียงอันห้วนไปเฉยๆว่า “ไม่ต้องให้มันเป็นอะไรเลย ให้มันเป็นมิสเตอร์ก็ได้” ต่อมาไม่นานนัก ด้วยความที่ทรงดื้อรั้น เจ้าฟ้าจักรพงษ์ก็ทรงได้พาแหม่มคัธรินเข้ามาเมืองไทยและอาศัยอยู่ด้วยกันในวังปารุสกวัน โดยให้ใช้นามว่า หม่อมคัธริน เดอ พิษณุโลก หรือ ณ พิษณุโลกนั้นเอง ไม่ช้าก็ทรงประสูติพระโอรสได้แก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ ซึ่งคือพระเอกของเรื่องนี้

พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงเป็นพระโอรสเพียงพระองค์เดียว และเป็นเพียงพระองค์เดียวในพระราชวงศ์จักรีที่สืบเชื้อสายเป็นลูกครึ่งยุโรปในสยามประเทศแห่งนี้ ในพระชันษาที่ยังไม่เติบโตมากนักก็มาเกิดเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ขีวิตของท่านต้องสั่นคลอนด้วยสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงคือการหย่าร้างของเสด็จพ่อและแหม่มมารดา ด้วยสถานการณ์ต่างๆทำให้หม่อมคัธรินจำต้องย้ายออกไปจากสยาม เป็นเหตุให้ท่านทรงห่างจากมารดาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จากนั้นไม่นานก็ทรงเสียเสด็จพ่อไปอีกด้วยพระโรคปอดบวม ซึ่งในเวลานั้นลือกันว่าท่านทรงถูกวางยาพิษ ขณะที่เจ้าฟ้าทรงทรุดหนักจากพระโรค ทรงมีอาการหลอนได้อย่างน่าขนลุกว่า “หนูๆ สมเด็จย่าทรงเรียกพ่อ ท่านยืนกวักพระหัตถ์อยู่นั้น” ก่อนที่จะเสด็จสวรรคตและทิ้งเด็กน้อยสองเชื้อชาติให้ต้องเผชิญชีวิตอย่างลำพัง


ท่านทรงได้รับการศึกษาในเมืองไทยจนกระทั่งอายุ 13 ปี แล้วจึงถูกส่งตัวไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ภายใต้สถานการณ์ต่างๆ การไปศึกษาทีเมืองนอกของราชวงศ์ในเวลานั้น ไม่ต่างอะไรกับนักศึกษาสามัญทั่วไปที่ถูกส่งไป ท่านถูกอบรมและเลี้ยงดูอย่างคนชั้นสามัญ ความไม่เคยชินเหล่านี้ทำให้ท่านต้องปรับตัวอย่างใหญ่หลวง ถึงขนาดที่เคยถูกเจ้าคุณบุรีฯ ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นตำแหน่งพี่เลี้ยงคอยดูแลท่านในต่างแดน ตำหนิขณะที่ทรงออกไปปิกนิกกินข้าวนอกบ้านเมื่อพระองค์ทรงงกๆเงิ่นๆยังไม่ทันช่วยมือว่า “ที่เมืองนอกนี้เขาไม่มีเจ้ามีไพร่กันหรอก”

ชีวิตในวัยเด็กอีกฉากหนึ่งของท่านได้เริ่มต้นขึ้นในประเทศอังกฤษนั้นเอง ท่านทรงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนมัธยมแฮร์โรว์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนชื่อดังของที่นั้น และใช้ชีวิตวัยรุ่นเฉกเช่นเดียวประหนึ่งวัยรุ่นตะวันตกทั่วไป แต่ท่านก็มิได้ทรงห่างหายการติดต่อกับทางพระราชวงศ์แต่อย่างใด โดยเฉพาะการเขียนจดหมายโต้ตอบส่วนพระองค์อย่างต่อเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 6) ซึ่งท่านเป็นหลานเพียงคนเดียวของพระองค์ท่าน ด้วยการที่ท่านเสียพระบิดาไปตั้งแต่ท่านยังเล็ก จึงทำให้ได้รับความเมตตาเอ็นดูเป็นพิเศษ ทำให้ท่านทรงรักและเคารพเสด็จลุงเป็นอย่างมาก ทั้งในเนื้อความจดหมายเต็มไปด้วยความเอื้ออาทรของเสด็จลุง เช่น ในจดหมายฉบับหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปรารถถึงท่านว่า “ในเวลานี้ลุงมีหลานแค่คนเดียว ฉะนั้นจึงเป็นห่วงมาก หนูต้องตั้งใจอย่าให้ลุงต้องเสียใจเพราะหนูเป็นอันขาด” ด้วยคำพูดและการได้รับเอาใจใส่จากเสด็จลุงเหล่านี้ไม่ต่างไปจากน้ำที่คอยหล่อเลี้ยงหัวใจการเติบโตในชีวิตของท่าน จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ.2468
อย่างที่กล่าวไปว่าขณะทรงศึกษาท่านได้ทรงใช้ชีวิตวัยรุ่นเหมือนดังวัยรุ่นอังกฤษคนหนี่งเลยทีเดียว เช่น การคบสมาคมแต่เพื่อนชาวอังกฤษ ซึ่งท่านมีจุดยืนในข้อนี้ว่า การที่มาเรียนอยู่ในเมืองนอกนี้จุดมุ่งหมายก็เพื่อที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมและขนบประเพณีต่างๆ ดังนั้นการที่เอาแต่คบค้าสมาคมอยู่แต่กับเพื่อนคนไทยก็ไม่ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เรียนรู้ชาวตะวันตกอย่างเต็มที่ ซึ่งเรื่องนี้ได้แล่นไปเข้าหูท่านผู้ใหญ่ในพระราชวงศ์บางท่านเข้า ทำให้ท่านผู้ใหญ่เหล่านั้นทรงตักเตือนหลานๆของท่านไม่ให้คบหาพระองค์เจ้าจุลจักจักรพงศ์ เพราะทรงเห็นว่าพระองค์เป็นเด็กเกเร อีกทั้งในมุมมองของท่านผู้ใหญ่แล้ว พระองค์เป็นเด็กที่เกิดมาในพระมารดาที่เป็นชาวต่างชาติและอาภัพนักเพราะเสียเสด็จพ่อตั้งแต่ยังทรงเล็กๆ ข้อนี้ยิ่งทำให้ท่านเหล่านั้นทรงวิตกไปได้ว่าขาดการอบรมสั่งสอน ซึ่งล้วนไม่เป็นความจริงเลย และเรื่องนี้เองย่อมนำความน้อยเนื้อต่ำใจมาต่อเด็กน้อยคนหนึ่งเป็นอย่างมาก พระองค์จึงต้องทรงเขียนจดหมายอธิบายตัวเองไปต่อพระราชวงศ์ผู้ใหญ่ต่างๆจนกระจ่าง กระทั่งท่านสามารถพิสูจน์ตัวเองให้ท่านผู้ใหญ่ทุกคนทรงเชื่อในตัวของท่านได้ในท้ายที่สุด

ขณะที่ทรงศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษนั้นเอง ท่านก็ได้ทำหน้าที่ราชวงศ์อย่างดีเยี่ยม โดยท่านได้รับเกียรติเข้าร่วมงานสังสรรค์ของบรรดาราชวงศ์อังกฤษเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ด้วยพระนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนมีความสนุกสนานเฮฮา ทำให้ทรงสนิทชิดเชื้อและได้รับการเอ็นดูเป็นอย่างพิเศษจากกษัตริย์และพระราชีนีอังกฤษในขณะนั้น โดยมักทรงเชิญท่านไปดื่มน้ำชาและคุยซักถามห่วงใยเป็นการส่วนตัวที่พระราชวัง และทรงประทานเรียกชื่อเล่นของพระองค์ท่านอย่างสนิทสนมว่า “หนู” ถึงคราวใดที่องค์กษัตริย์และราชินีทรงแปลพระราชฐานไปพักตากอากาศต่างเมืองก็จะเชิญพระองค์ท่านให้ไปพักร่วมอยู่ด้วย ทำให้ท่านมีความสนิทชิดเชื้อไปกับราชวงศ์อังกฤษแทบทุกคน ถึงขนาดที่ว่าหากมีงานพระราชพิธีของราชวงศ์อังกฤษพิเศษครั้งใดแล้ว จะได้รับเกียรติให้อยู่ในระดับเดียวกับรัชทายาททุกคนของราชวงศ์อังกฤษเองเลยทีเดียว

เมื่อท่านก้าวเข้าสู่วัยในระดับอุดมศึกษา ท่านทรงมีความสนใจในด้านประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก จึงได้เข้ารับการศึกษาที่วิทยาลัยตรินีตี้ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สาขาประวัติศาสตร์ โดยได้ศึกษาเล่าเรียนจนกระทั่งจบปริญญาโท และทรงทำงานเป็นนักเขียนและแต่งหนังสือเรื่อยมาหลังจากนั้น เราจะเห็นได้จากผลงานการแต่งหลายๆเล่มของท่าน อาทิที่โด่งดัง เช่น เกิดวังปารุสก์ , เจ้าชีวิต อีกทั้งหนังสือเหล่านี้ล้วนถูกเชิดชูเกียรติให้เป็น 1 ใน หนังสือ 100 เล่ม ที่คนไทยควรอ่าน

ด้วยปัญหาสภาพการเมืองต่างๆหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อีกทั้งเพื่อให้มีโอกาสใกล้ชิดกับเสด็จแม่ที่พรากจากกันตั้งแต่เด็กและชีวิตส่วนตัวต่างๆ ทำให้ท่านตัดสินใจปักหลักชีวิตของท่านอาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษหลังจากจบการศึกษา ท่านได้เช่าบ้านหลังหนึ่ง ในมณรัฐเทรเดซี โดยในบ้านหลังนั้นทรงใช้ชีวิตร่วมกัน 2 คู่ คือ คู่ของท่านเองระหว่าง พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์และหม่อมอลิซาเบธ จักรพงศ์ ณ อยุธยา และ คู่ของพระราชวงศ์คนสนิทของท่าน คือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดชและหม่อมซีริล ภาณุพันธ์ ณ อยุธยา ซึ่งพระองค์เจ้าพีรพงศ์นี้เอง อนาคตอันใกล้ในขณะนั้น กำลังจะทรงร่วมกับพระองค์เจ้าจุลจักร ทำเกียรติคุณเชิดชูสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยไปไกลเกินกว่าที่ชาวสยามในเวลานั้นจะนึกถึงได้

เนื่องจากพระองค์เจ้าพีรพงศ์ ทรงมีความสนใจและมีความสามารถในการขับรถ ทำให้พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ทรงสนับสนุนการในการประกวดแข่งรถของพระองค์ท่านอย่างใหญ่หลวง จนกระทั่งได้ทำการจัดตั้งคอกแข่งรถเพื่อใช้ในการแข่งขันชื่อ “คอกหนูขาว” ขึ้นมา จนกระทั่งโด่งดังเป็นพลุแตกจากการคว้าชัยชนะซ้ำแล้วซ้ำเล่า และทุกครั้งที่พระองค์ท่านได้รับชัยชนะ ในงานจะมีการเชิดธงของสยามขึ้นยอดเสาและเปิดเพลงชาติไทยดั่งกระหึ่มเพื่อให้เกียรติคุณ และนี้เองทำให้ประเทศไทยได้มีเกียรติอย่างกว้างขวางในวงการ ดังขนาดที่ว่าชาวเอเชียในยุโรปเวลานั้น มักถูกเพื่อนๆตั้งชื่อเรียกแหย่ล้อเลียนว่า “พีระ” ทีเดียว รวมไปถึงท่านทรงได้รับการบรรจุชื่อในหอเกียรติยศของสมาคมนักแข่งรถอังกฤษ การแข่งรถของค่ายคอกหนูขาวได้คว้าแชมป์สำคัญๆของโลกหลายรายการ เช่น รางวัล Coupe de Prince Rainier, รางวัลดาราทอง (BRDC Raod Racing Gold Star) 3 ปีซ้อน เป็นต้น
นอกจากนี้เรียกได้ว่าพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ มีความสนใจในด้านอื่นๆอีกหลากหลาย รวมไปถึงงานด้านการกฎหมายด้วย ท่านทรงเรียนผ่านโฮมสคูลเองที่บ้าน จนกระทั่งได้ปริญญาทางด้านกฏหมายมาเพิ่มอีกหนึ่งใบ เพราะฉะนั้นท่านจึงได้ทรงรู้จักเหล่าบุคคลที่อยู่ในแวดวงกฎหมายมากมาย ทำให้ท่านได้มีโอกาสเข้าไปฟังการพิจรณาคดีอันโด่งดังหลายคดี เช่น คดีของนายเนวิลล์ ฮีธ. ซึ่งในยุคนั้นเป็นคดีที่มีข่าวโด่งดังอย่างมาก เพราะเป็นคดีการฆ่าอำพรางศพอย่างเลือดเย็นและน่าขนลุก รวมทั้งพระราชกรณียกิจสำคัญที่ทรงช่วยประเทศชาติเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะด้านการสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทรงมีการติดต่อกับขบวนการเสรีไทยลับๆจนกระทั่งสงครามจบลง

 

 

 

พระองจุลทรงมีพระราชปรารถไว้ในจดหมายที่ทรงส่งถึง หม่อมเอลิซะเบธ จักรพงศ์ ณ อยุธยา ผู้เป็นพระชายาว่า “ถ้าเผื่อเราแต่งงานกัน อย่ามีลูกกันเลย เพราะเด็กทีเกิดมาหลายเชื้อชาติจะมีปัญหาตลอด” แต่ท้ายที่สุดก็ทรงประสูติพระราชธิดาขึ้นพระองค์หนึ่งจนได้คือ หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงศ์ ณ อยุธยา และมีทายาทสืบต่อมาจนกระทั่งปัจจุบัน บางคนอาจจะตะลึง เพราะทายาทของท่านก็คือ ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงศ์ ดาราซุปเปอร์สตาร์ขาร็อคของเราที่โกอินเตอร์ไปแล้วทุกวันนี้นี่เอง

 

 

เปิดอ่าน 168 ครั้ง

ข่าวล่าสุดของหมวดหมู่ ข่าวสาร

error: Alert: Content is protected !!