“พ่อหลวง” รับสั่งถาม “ร้องไห้ทำไม” เมื่อนายอำเภอสั่งไม่ให้ราษฎรถวายฎีกา ห้ามพูดอะไรทั้งสิ้น

12 เมษายน 2020 | ข่าวสาร
Loading...

นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เล่าไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เสด็จฯ มาทรงติดตามความก้าวหน้าของการขุดคลอง นับตั้งแต่เริ่มมีการขุดคลอง ราษฎรมานั่งเฝ้าฯ รับเสด็จฯ เต็นท์แรกๆ มีชาวไทยมุสลิมหลายคนเอาข้าวมาทูลเกล้าฯ ถวาย ทรงถามว่า “…เป็นข้าวที่ไหน…”

Loading...

ชาวนาก็บอกว่า เป็นข้าวที่สายบุรี ปัตตานี แต่เม็ดเล็กไม่งาม เพราะน้ำไม่มี มีพระราชดำรัสให้กำลังใจว่า “…อย่าท้อถอย จงปลูกข้าวไป คนไทยเรากินข้าว เราต้องปลูกข้าว เราจะมีสวนยาง สวนลองกอง เราจะมีสวนเงาะ สวนทุเรียน แต่อย่าลืมการปลูกข้าว อย่าทอดทิ้งการทำนา…”

และชาวนากลุ่มนั้นกราบบังคมทูลว่า “…ข้าวปลูกแล้วไม่พอกิน ต้องซื้อจากจังหวัดพัทลุง…” มีพระราชดำรัสตอบว่า “…เราต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าว และพัฒนานาให้สมบูรณ์ขึ้นเพื่อจะได้ไม่ต้องซื้อข้าวกิน…” เสด็จฯ มาถึงเต็นท์ที่ ๒-๖ ก็มีกล่องโฟมตั้งอยู่บนโต๊ะ มีราษฎรยืนเฝ้าฯ บ้าง ก็เสด็จฯ มาข้างหน้า ทรงเปิดกล่องโฟม ทอดพระเนตรเห็นปลาแช่น้ำแข็งอยู่ตัวเล็กๆ ดำๆ

Loading...

ทรงถามว่า “…ทำไมปลาตัวเล็ก…” ชาวบ้านก็ไม่พูด แต่กลับยื่นอัลบั้มรูปใส่ซองพลาสติกถวาย ทรงเปิดออกทอดพระเนตร เป็นรูปปลาอยู่ในคลองตายลอยเป็นแพเต็มคลอง ทรงถามว่า “…ทำไมตาย…” ชาวบ้านก็ไม่พูดยืนร้องไห้ ผู้ชาย ๓-๔ คน ก็ร้องไห้

รับสั่งถามว่า “…ร้องไห้ทำไม…”

Loading...

Advertisement

ท่านองคมนตรีก็ตอบไม่ถูกว่า ทำไมชาวบ้านร้องไห้ แต่นายอำเภอสายบุรีมาให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า เป็นผู้สั่งไม่ให้ราษฎรถวายฎีกา ไม่ให้ชาวบ้านพูดอะไรทั้งสิ้น คือ ให้ถวายปลาได้ แต่ห้ามพูด
ชาวบ้านก็กลัวไม่กล้าพูด ร้องไห้อย่างเดียว ก็เลยถวายอัลบั้มรูปแทน ในที่สุดจึงทรงทราบว่า ปลาตายเพราะน้ำในพรุ (น้ำเปรี้ยว) ไหลลงคลองน้ำจืดที่ชาวบ้านยกกระชังขึ้นไม่ทัน ปลาก็เลยตายเพราะเจอน้ำเปรี้ยว

เป็นปัญหาการสื่อสารระหว่างชลประทานที่ปล่อยน้ำทุกปี เมื่อจะปล่อยน้ำมา จะบอกล่วงหน้าสองวันก่อนน้ำเปรี้ยวจะมา ชาวบ้านจะยกปลาขึ้นให้น้ำเปรี้ยวไหลไปก่อนแล้วค่อยเอาปลาลงแล้วปลาก็จะอยู่ได้ แต่ปีนั้นสื่อสารกันไม่ดี น้ำเปรี้ยวมาถึงชาวบ้านเก็บกระชังปลาไม่ทันปลาตาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ก็ทรงแก้ปัญหาทันที ทรงเรียกแผนที่มาดู ให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาประชุมกัน

ทรงถามว่า “…น้ำเปรี้ยวมาอย่างไร น้ำจืดมาอย่างไร มีพื้นที่ไหน ที่จะเปลี่ยนน้ำเปรี้ยวไปลงทะเลไม่มายุ่งกับน้ำจืด…” ก็ทรงทราบปัญหาและข้อมูลอย่างทันท่วงที คืนนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปประชุมด่วนที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

เช้าวันรุ่งขึ้นจึงนำเครื่องจักรเข้าพื้นที่ และเริ่มขุดคลองทันที ภายใน ๗ วัน คลองก็แล้วเสร็จ ทำให้ในปีนั้นน้ำเปรี้ยวไหลลงทะเลไป และไม่ต้องกลัวว่าน้ำเปรี้ยวจะไหลลงมาอีก การขุดคลองในครั้งนี้ใช้งบประมาณจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อจัดซื้อน้ำมันมาใช้ก่อน ตั้งแต่นั้นมาเวลาพูดถึงคลองนี้ก็เลยเรียก “คลองปลาร้องไห้” มาจนถึงทุกวันนี้

ปีต่อมา เสด็จฯ ชาวบ้านมารอรับเสด็จฯ ทรงเปิดกล่องโฟมทอดพระเนตร พบว่า ปลาตัวใหญ่ ขาวสวย ก็ทรงทราบว่า ทำไมปลาปีนี้ไม่เหมือนปลาปีที่แล้ว ชาวบ้านไม่กล้าพูด จึงมีพระราชดำรัสว่า “…ปีนี้ปลาไม่ร้องไห้แล้วนะ…” และบัดนี้ปลาก็อ้วนท้วนแข็งแรง ขายได้เงินมีกำไรดี และทุกครั้งที่เสด็จฯ ชาวบ้านก็จะนำปลามาทูลเกล้าฯ ถวายให้ทอดพระเนตร เห็นว่า ปลาตัวโต ก็มีพระราชดำรัสว่า “…ในเมื่อให้ ฉันก็ให้เจ้าหน้าที่ขนกลับไป…”

ชาวบ้านก็ดีใจที่พระองค์จะเสวยปลาของพวกเขา เพราะจากการที่ได้รับพระราชทานความช่วยเหลือ ทำให้อาชีพเลี้ยงปลาในกระชังดังกล่าวไม่ขาดทุนอีก นี่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ทรงหาข้อมูลทันทีที่ฉับไว เรียกผู้รับผิดชอบและเกี่ยวข้องทั้งหมดมาประชุมด่วน เพื่อทรงดูรายละเอียดว่า ข้อมูลที่ได้รับเบื้องต้นถูกต้องหรือไม่ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายก็มาประชุมกันตรงนั้นเลย เป็นการประชุมและมีการปฏิบัติที่เร็วที่สุด เวลาที่บันทึกประชุม ๐๐.๑๕ น. ของวันใหม่ พอรุ่งเช้าก็รุดไปพื้นที่ เมื่อคลองสายใหม่ขุดเสร็จ มีการประเมินทุก ๗ วัน ว่าน้ำเปรี้ยวไหลลงทะเลจริงไหม จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างไร.

Loading...