เมื่อครั้ง ‘สื่อต่างชาติ’ หยามพระเกียรติ “ล้นเกล้าฯ ร.๕” ก่อนที่สุดท้ายจะเข้าใจในความยิ่งใหญ่ของพระองค์

31 มีนาคม 2019 | ความทรงจำ
Loading...

พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระองค์ได้เสด็จเยือนประเทศนี้ถึง 3 ครั้ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสชวาครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2413 ครั้งนั้นพระองค์ยังทรงเป็นยุวกษัตริย์ มีพระชนมายุเพียง 17 พรรษา โดยมีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหกลาโหมเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน วัตถุประสงค์ของการเสด็จประพาสนั้นพระองค์ทรงตั้งพระทัยไปทอดพระเนตรวิธีการบริหารบ้านเมืองแบบชาวยุโรป และพระองค์ได้นำหลายสิ่งกลับมาพัฒนาประเทศ

ก่อนการเสด็จฯ เยือนสิงคโปร์และอินโดนีเซียในครั้งนี้ได้มีการเตรียมการมาเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากสิงคโปร์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ และอินโดนีเซียอยู่ภายใต้การปกครองของฮอลันดา ในการเตรียมการนั้นทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายฮอลันดาต้องเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้มาซึ่งการรับเสด็จอย่างสมพระเกียรติตลอดระยะเวลาที่ประทับในชวา จึงทำให้การประสานงานเตรียมการเสด็จฯ เป็นไปอย่างยากลำบากยิ่ง และเนื่องจากครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีพระเจ้าแผ่นดินจากรัฐ “พื้นเมือง” ที่ไม่ใช่พระราชวงศ์พื้นเมืองในอาณานิคมของฮอลันดา อีกทั้งไม่ใช่สมาชิกราชวงศ์ในยุโรป และอีกคำถามหนึ่งที่รัฐบาลอาณานิคมต้องขบคิดคือ การรับรองอย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นการรับรองอย่างสมพระเกียรติ ในที่สุดก็ตกลงได้ว่าจะใช้การรับรองของรัฐบาลอังกฤษในสิงคโปร์เป็นมาตรฐาน เพราะอย่างน้อยที่สุดอังกฤษก็หัวเราะเยาะไม่ได้ว่า “ฮอลันดาเป็นพวกป่าเถื่อน”

Loading...

ก่อนหน้าเสด็จฯ ไปทรงเยือนนั้นได้มีข่าวลือต่างๆมากมาย ดังเช่นในเอกสารของฮอลันดาได้พูดข่าวลือว่า “….พระมหากษัตริย์แห่งสยามจะเสด็จมาพร้อมกับเรือรบ 6 ลำ ผู้ติดตามถึง 1000 คน ทำให้ข้าหลวงใหญ่ประจำอาณานิคม และคณะรัฐบาลต้องคิดหนักถ้าตัดสินใจว่าจะต้อนรับพระเจ้าแผ่นดินสยามพร้อมคณะผู้ติดตาม……”

หัวข้อการเสด็จฯ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นหัวข้อใหญ่ที่ผู้คนในเมืองปัตตาเวียให้ความสนใจและเฝ้ารอ รวมทั้งพูดถึงไม่ขาดปาก จนหนังสือพิมพ์ในปัตตาเวียได้เขียนข่าวว่า

“ในขณะที่ทางเมล์ครั้งล่าสุดรายงานถึงโรคระบาดฝีดาษที่เมืองฮอลแลนด์ ที่ปัตตาเวียก็มีโรคระบาดเหมือนกันแต่โรคระบาดที่เกิดค่อนข้างจะไร้เดียงสา และถ้ามีเหยื่อของโรคระบาดนี้พวกเขาก็กำลังทุรนทุรายกับโรคระบาดที่เรียกว่า Siammania Furibundz และจำนวนของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อนั้นมีมากทีเดียว จากโปรแกรมที่ประกาศสำหรับการจัดการต้อนรับทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายกันยกใหญ่ บทสนทนาก็มีแต่เรื่องพระเจ้าแผ่นดินสยาม”

Loading...

ในเวลาอันสั้นก่อนเสด็จฯ ถึงได้มีสื่อมวลชนเรียกพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ว่า “Hooge Siriekaauwer” ซึ่งแปลว่า “ฝ่าพระบาทนักเคี้ยวหมาก” และมีถ้อยคำดูถูกดูหมิ่นพระองค์ท่านอีกมากมาย แต่เมื่อเสด็จฯ ถึงชวาแล้ว ก็มีหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่า

“และตอนนี้ ท่านที่เคารพ ผมติดหนี้คำพรรณนาที่ใต้ฝ่าพระบาทนักเคี้ยวหมากสร้างความประทับใจแก่ผม ผมคงต้องเริ่มต้นด้วยการขอโทษ เกี่ยวกับคำใส่ร้ายป้ายสีที่มีต่อกษัตริย์ผู้น่าสงสาร ทำไมผู้คนและหนังสือพิมพ์ต้องโกหก เขาไม่ได้เป็นนักเคี้ยวหมากเขาไม่ได้ดูเหมือนคนจีนซักนิดเดียว เขาเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี อายุราว 20 ปี ก็เหมือนกับที่คนเรียก ‘sinjo’ (คำที่ใช้เรียกลูกครึ่งที่เกิดจากคนดัตช์กับคนพื้นเมือง) แต่งตัวดี ภูมิฐาน สวมชุดสีเทาทั้งชุดกางเกงขาสั้น (ทรงพระภูษาโจงกระเบน) พ้นจากกางเกงขาสั้นก็เป็นถุงเท้าขาวที่ยาวจากกางเกงลงมา รองเท้าส้นเตี้ยและมีหมวกอยู่บนศีรษะ เขาดูเหมือนว่าจะชื่นชมมากกับการต้องรับที่ทรงเกียรติ ข้าหลวงใหญ่ประจำอาณานิคมอยู่ข้างเขาตลอดเวลา และตามโปรแกรมทุกๆบ่ายทั้งคู่จะออกเดินเล่น ท่านข้าหลวงใหญ่ก็แสนจะสุภาพเท่าที่คนเป็นข้าหลวงใหญ่จะสุภาพได้”

Loading...

แต่อย่างไรก็ตาม ในหนังสือพิมพ์บางฉบับได้วิจารณ์ไว้ว่า “ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมข้าหลวงใหญ่ประจำอาณานิคม ต้องลดตัวไปสมาคมกับราชาผิวสีน้ำตาลนั้นด้วย” แต่หลังจากเสด็จฯ กลับแล้ว ก็ได้ทรงพิสูจน์ให้รัฐบาลฮอลันดาได้เห็นถึงพระราชจริยวัตรอันงดงาม ได้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดและปฏิภาณไหวพริบของเด็กหนุ่มวัย 17 ปีเศษ อย่างชัดเจน เป็นที่มาของข้อความสรรเสริญพระเกียรติคุณอีกมากมาย

ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจ ชมรมประวัติศาสตร์สยาม

Loading...



error: Alert: Content is protected !!