เกิดขึ้นแล้วตามคำทำนาย ‘อรหันต์ยุคอยุธยา’ พยากรณ์ไว้ถึง เมืองหลวงแห่งใหม่ และ ธรรมราชาทั้ง ๑๐ พระองค์

10 มกราคม 2019 | ความทรงจำ
Loading...

ปริศนาพยากรณ์ 10 รัชกาลนี้ ถูกเปิดเผยโดยบรรดาสานุศิษย์ของพระเดชพระคุณพระราชพรหมยานเถระ (มหาวีระ ถาวโร) หรือที่รู้จักกันในนาม “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” ศิษย์เอกองค์หนึ่งของหลวงพ่อปาน ในสมัยที่พระคุณท่านยังดำรงสังขารอยู่ได้เล่าให้ศิษยานุศิษย์ฟัง เรื่องปริศนาคำทำนาย ที่เป็นคำทำนายของหลวงพ่อใย ซึ่งเปรียบเป็นพระอรหันต์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งได้ทำนายไว้ตั้งแต่ก่อนกรุงศรีอยุธยาจะสูญเสียอิสรภาพให้กับประเทศพม่า หรือก่อนที่กรุงเทพยังไม่ปรากฏขึ้น ซึ่งหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ได้ไปค้นเจอตำราคำทำนายนี้ในกุฏิหลวงพ่อปาน ซึ่งเป็นสมุดข่อยเก่าแก่ ใกล้จะขาดเสียหาย ซึ่งสืบทอดกันมาอย่างยาวนานรุ่นต่อรุ่น ตั้งแต่สมัยอาจารย์ ของอาจารย์หลวงปู่ปาน โดยได้ทำนายไว้ว่า

Loading...

(หลวงปู่ปาน พระอาจารย์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

Loading...

กรุงศรีอยุธยาจะต้องถูกข้าศึกตีแตก แต่จะสูญเสียอิสรภาพไม่นานนัก เพราะจะมีคนดีของกรุงศรีอยุธยามากู้ชาติ แต่เมื่อกู้ชาติได้แล้วจะต้องไปตั้งเมืองหลวงอยู่ที่ใหม่ และเหตุการณ์ต่างๆของกรุงศรีอยุธยา ก็ได้เป็นจริงตามคำทำนายทุกประการ และพระพุทธโฆษาจารย์ได้กล่าวยังได้ทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแก่ กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงแห่งใหม่ของประเทศไทยในวันข้างหน้า ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละรัชกาลมีดังต่อไปนี้

รัชกาลที่ 1.ทำนายว่า”มหากาฬผ่านมหายักษ์”,รัชกาลที่ 2.ทำนายว่า”รู้จักธรรม”,รัชกาลที่ 3.ทำนายว่า”จำต้องคิด”,รัชกาลที่ 4.ทำนายว่า”สนิทธรรม”,รัชกาลที่ 5.ทำนายว่า”จำแขนขาด”,รัชกาลที่ 6.ทำนายว่า”ราษฎร์ราชาโจร”,รัชกาลที่ 7.ทำนายว่า”นั่งทนทุกข์”,รัชกาลที่ 8.ทำนายว่า”ยุคทมิฬ”,รัชกาลที่ 9.ทำนายว่า”ถิ่นกาขาว”,รัชกาลที่ 10.ทำนายว่า”ชาววิไล”

ซึ่งคำทำนายทั้งหมดมีความหมายดังต่อไปนี้

ข้อที่ 1.ในสมัยรัชกาลที่ 1 ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ถูกทำนายไว้ว่า มหากาฬผ่านมหายักษ์ ซึ่งมีความหมายว่า ทรงผ่านพระเจ้าตากสินขึ้นครองพระราชสมบัติ

ข้อที่ 2.ในสมัยรัชกาลที่ 2 ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ถูกทำนายไว้ว่า รู้จักธรรม ซึ่งมีความหมายว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยว่างจากศึกสงคราม ท่านก็ได้หันมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้พระสงฆ์ค้นคว้าพระธรรมวินัยรวบรวมกันเป็นการใหญ่

ข้อที่ 3.ในสมัยรัชกาลที่ 3 ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ถูกทำนายไว้ว่า จำต้องคิด ซึ่งมีความหมายว่า พระราชาองค์นี้ท่านมีหัวคิดริเริ่มหาเงินมาสร้างสรรค์บ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองปรากฏมาจนถึงทุกวันนี้

ข้อที่ 4.ใสมัยรัชกาลที่ 4 ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถูกทำนายไว้ว่า สนิทธรรม ซึ่งมีความหมายว่า พระราชาองค์นี้ จะทรงผนวชถึง ๒๗ พรรษา จึงมีความคล่องตัวในพระธรรมวินัย ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน และยังมีความสนิทสนมกับสมเด็จพระพุทธอาจารย์โตอย่างยิ่งหรือเรียกได้ว่าเป็นคู่บารมี

ข้อที่ 5. ในสมัยรัชกาลที่ 5 ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถูกทำนายไว้ว่า จำแขนขาด ซึ่งมีความหมายว่า จะมีการเสียดินแดนของประเทศเกิดขึ้นไปหลายครั้งหลายหน โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยอมเสียแขน ขา ดีกว่าสูญเสียตัวทั้งหมด จึงยอมเสียแผ่นดินไปบางส่วนเพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้จนมาถึงวันนี้

ข้อที่ 6. ในสมัยรัชกาลที่ 6 ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ถูกทำนายไว้ว่า ราษฎร์ราชาโจร ซึ่งมีความหมายว่า เงินในท้องพระคลังจะถูกนำออกมาใช้จ่ายจนหมดสิ้น แต่พระองค์ทรงเป็นนักชาตินิยม และทรงมีพระปรีชาสามารถปลุกใจประชาชนให้รักชาติบ้านเมือง ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังทรงทำให้ประเทศไทยเป็นที่ปรากฏแก่ชาวโลก โดยส่งทหารไปช่วยในสงครามครั้งที่๑ จึงเป็นเหตุที่ต้องใช้เงินไปเป็นจำนวนมาก ถึงแม้จะใช้เงินในท้องพระคลังไปจำนวนมาก แต่ก็เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองของเราอย่างมากมาย

ข้อที่ 7. ในสมัยรัชกาลที่ 7 ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ถูกทำนายไว้ว่า นั่งทนทุกข์ ซึ่งมีความหมายว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสวยราชสมบัติอยู่ในเกณฑ์ตกอับพอดี เพราะเงินในท้องพระคลังได้หมดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อน พระองค์จึงทรงประทับอยู่บนกองทุกข์ และถึงกับต้องปลดข้าราชการออกเป็นจำนวนมากในครานั้น เท่านั้นยังไม่พอต่อมาพระองค์จำพระทัยต้องสละราชสมบัติ ก่อนจะเดินทางออกจากประเทศของตนไปนั่งทนทุกข์อยู่ต่างแดน จนสิ้นพระชนม์

ข้อที่ 8. ในสมัยรัชกาลที่ 8 ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ถูกทำนายไว้ว่า ยุคทมิฬ ซึ่งมีความหมายว่า บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาชนตกอยู่ในสภาพบ้านแตก อดอยาก ยากแค้นแสนสาหัส พระพระมหากษัตริย์จะถูกรอบปลงพระชนม์จนสวรรคต

ข้อที่ 9. ในสมัยรัชกาลที่ 9 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ถูกทำนายไว้ว่า ถิ่นกาขาว ซึ่งมีความหมายว่า กาซึ่งปรกติจะตัวดำแต่คนในยุคนี้กับมองเห็นเป็นกาสีขาว คนพาล คนชั่วแต่ผู้คนกลับมองว่าเป็นคนดี ยกย่องสรรเสริญคนไม่ดี สนับสนุนคนพาล คนเลวทำตัวเป็นดีเดินตามถนน ส่วนคนดีเดินก้มหน้าตามตรอก คนเลวแกล้งทำตัวเป็นคนดีจนสังคมแยกไม่ออก ว่าใครดีใครชั่ว พร้อมทั้งกดขี่คนดี

ข้อที่ 10. ในสมัยรัชกาลที่ 10 ถูกทำนายไว้ว่า ชาววิไล ซึ่งมีความหมายว่า ประเทศไทยของเราได้ก้าวพ้นช่วงยุคเข็ญมาแล้ว และนับแต่นี้ต่อไป ประเทศไทยของเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความเจริญรุ่งเรือง ประเทศไทยจะได้พบกับความมั่งคั่งสมบูรณ์เหมือนนานาอารยะประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย เพราะความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทยรวมถึงขุมทรัพย์มหาศาลในผืนแผ่นดิน เมื่อใดที่มีผู้บริหารดีมีความจริงใจต่อประเทศชาติบ้านเมือง ทรัพย์พยากรณ์ที่มีอยู่มากมายจะปรากฏขึ้น น้ำมันที่มีอยู่มากมายมหาศาลใต้ผืนดินของประเทศไทย พอๆกับแม่น้ำสายหนึ่ง กว้างประมาณหนึ่งกิโลเมตรและยาวกว่าหลายร้อยกิโลเมตร ที่กำลังไหลผ่านประเทศของเราลงสู่ท้องทะเล เมื่อใดก็ตามที่ประเทศของเราได้ผู้บริหารประเทศที่ดี มีมือสะอาดซื่อสัจสุจริต เห็นแก่ประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ด้วยขุมทรัพย์มหาศาลในเมืองไทย จะทำให้เมืองไทยกลายเป็นเมืองแห่งมหาเศรษฐีมีชื่อเสียงก้องระบือไปทั่วโลก และจะได้เป็นประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งในเอเชีย

Loading...



error: Alert: Content is protected !!