ไม่เคยคิดฝัน ‘ตู่ นพพล’รับนับเป็นบุญกับชีวิตอย่างสูงสุด เมื่อ”ในหลวง ร.๙” ทรงแย้มพระสรวลให้

10 มกราคม 2019 | ข่าวทั่วไป
Loading...

ถือเป็นบุญของชีวิตอย่างสูงสุด สำหรับผู้จัดละครและนักแสดงอาวุโส ตู่ นพพล โกมารชุน ที่ครั้งหนึ่งเคยมีโอกาสถวายงานเป็นพิธีกรในคอนเสิร์ตหนึ่งต่อหน้าพระพักตร์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงตรัสถาม “เป็นไงเหนื่อยมั้ยเป็นพิธีกร” และยังตรัสถึง คุณแม่ของตน ที่เคยถวายงานพากย์หนังในวังด้วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงสุดของชีวิต

Loading...

“ตั้งแต่เด็กมาแล้วก็จะดูข่าวในพระราชสำนัก เมื่อก่อนก็ดูไปอย่างนั้นเพราะแม่บอกว่าดูเถอะเราจะได้ประโยชน์จากตรงนี้ ก็ดูไปว่าพระองค์ก็เสด็จไปทั่วทุกภาคทุกมุมของประเทศไทยเลยนะ คำถามที่จะมีอยู่ในใจตอนนั้นคือทำไมพระองค์ท่านต้องไปด้วย นั่นคือความรู้สึกของเด็กคนนึง พอเราโตขึ้นได้เรียนรู้มากขึ้น เราถึงได้เห็นว่าทุกที่ที่พระองค์เสด็จไปแสดงว่าตรงนั้นมีปัญหา มีปัญหากับประชาชนในประเทศและในภาคนั้นๆ พระองค์ไปเพื่อจะแก้ไขปัญหา ทำให้ประชาชนในภูมิภาคนั้นมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพที่ดีขึ้น และสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่ไม่ได้สอนเฉพาะเรื่องเล็กๆ แต่พระองค์สอนทุกเรื่องที่มีความสำคัญ ในการติดตามข่าวในพระราชสำนักติดต่อมาจนกระทั่งถึงวันที่ 13 ต.ค. ที่พระองค์ท่านไม่อยู่กับเราแล้ว จึงมีความหมายกับตัวอาตู่มาก เพราะเราจะได้ติดตามงานพระองค์ท่านอย่างแท้จริง แล้วก็มีความรู้สึกว่าจะหาพระราชาที่ไหนที่ยิ่งใหญ่เท่าพระองค์ไม่มีแล้ว”

“เคยรับเสด็จพระองค์ท่านหนเดียว ตอนนั้นเป็นพิธีกรในงานคอนเสิร์ต พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่งเป็นพระสหายของพระองค์ท่าน พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริเป็นคนที่ประพันธ์เนื้อร้องให้กับในหลวง เวลาที่ในหลวงประพันธ์ดนตรี ก็จะจัดคอนเสิร์ตใหญ่มากที่ศูนย์วัฒนธรรม อาตู่เป็นพิธีกรหลัก ตอนนั้นในหลวงกับองค์สมเด็จฯ เสด็จมาและราชวงศ์ทุกพระองค์เลย ตอนนั้นทุกคนก็จะแซวอาตู่ว่าเป็นคนเริ่มต้นนะ เป็นคนเปิดงานนะ ทำให้ดีนะ ถ้ามีข้อผิดพลาดคือคนอื่นแย่หมดเลยนะ เค้าจะแซวกันแบบนี้ ก็จะทำให้ตื่นกลัวมาก ตั้งใจมาก แล้วก็จะท่องคำที่จะต้องกล่าวเปิดงาน ตั้งสติด้วยความรู้สึกทั้งหมดว่า พระองค์ท่านคงไม่ว่าหรอกถ้าจะมีผิดบ้าง เราก็ออกไปทำงานชิ้นนั้นผ่านไปด้วยดี”

Loading...

“พอเลิกคอนเสิร์ตทุกคนก็จะไปตั้งแถวส่งเสด็จ ข้างหน้าอาตู่ก็จะมีผู้ที่ไปส่งเสด็จเยอะมาก 3-4 แถว แน่นๆ เลย ทีนี้ในหลวงกับสมเด็จฯ ก็เสด็จลงมา แล้วก็เสด็จผ่านไป เราก็โอ้โห…ได้ยลพระสิริโฉมใกล้ชิดมาก ดีใจมาก สักพักนึงสมเด็จฯ ก็เสด็จกลับมาแล้วก็มองมาทางอาตู่แล้วก็ถามว่า “เป็นไงเหนื่อยมั้ยเป็นพิธีกร” เท่านั้นแหละโอ้โหเหมือนกับสั่นไปทั้งตัวเลย แล้วพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จมาประทับข้างๆ สมเด็จฯ สมเด็จฯ ก็บอกว่าคิดถึงแม่เค้านะ แม่เป็นยังไง สบายดีมั้ย คิดถึงตอนที่แม่เข้าไปพากย์หนังให้เราดู พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยิ้มให้ แล้วก็เสด็จพระราชดำเนินต่อไป แค่นั้นก็มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้เต็มตื้นมากๆ พระองค์ท่านไม่เคยลืมแม้กระทั่งแม่”

“แม่เข้าไปพากย์หนังถวายเมื่อประมาณ 50-60 ปีที่แล้ว คือสมัยนั้นพระองค์จะทรงทอดพระเนตรหนังที่คนบอกว่าสนุกเหลือเกินในวัง เรื่องที่แม่เข้าไปพากย์ก็จะเริ่มด้วยแม่นาคพระโขนง คือพระองค์ท่านจะทรงประทับอยู่บนโซฟา ทีมนักพากย์ทุกคนก็จะนั่งกับพื้น แล้วก็พากย์กันตรงนั้นเลยสดๆ ในหลวงก็มีพระราชดำรัสว่า พากย์กันแบบที่ชาวบ้านเค้าดูนะ ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องอะไรทั้งสิ้น ฉันอยากสนุกด้วย แม่ก็เล่าว่าพากย์กันอย่างเต็มที่ มีกลเม็ดอะไรก็งัดออกมาหมด พอเสร็จก็พระราชทานเลี้ยง แม่บอกว่าไม่เคยกินเกี๊ยวที่ไหนอร่อยเท่านี้มาก่อน แม่มีความสุขมาก ตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. มาก็ยังนึกว่าป่านนี้แม่คงได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านแล้ว ถือเป็นบุญกับชีวิตมากๆ เลยได้ถวายงานทั้งคุณแม่และตัวเองด้วย เราเป็นส่วนที่เล็กมากเหลือเกินในประเทศนี้ แล้วท่านให้ความเมตตา พระองค์ท่านไม่เคยลืมแม้กระทั่งนักพากย์อย่างแม่ที่มีอาชีพแค่พากย์หนัง แล้วตัวผมเองที่วันนั้นเป็นพิธีกรที่ท่านมีความห่วงใยว่าเหนื่อยมั้ย ถือว่าเป็นบุญกับชีวิตอย่างสูงสุดแล้วครับ”

“คำสอนที่ยึดเอามาใช้ มีอยู่ประโยคนึงที่ใช้มาจนถึงทุกวันนี้ พระราชดำรัสบอกว่า จงทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต น้ำครึ่งแก้วหมายความว่าแก้วนี้สามารถเติมได้ เติมความรู้ เติมประสบการณ์เพื่อที่จะไปพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้า ตรงนี้คืออาชีพของอาตู่เลย เมื่อไหร่ที่อาตู่หยุดพัฒนาตัวเอง ไม่ได้แล้ว เพราะการทำงานละคร หนัง หรืองานบันเทิงมันจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน ซึ่งเราจะต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เรียนรู้จากการเป็นนักแสดง เรียนรู้จากผู้กำกับ และเรียนรู้จากนักแสดงคนอื่นๆ ที่ทำงานด้วยกันด้วย เมื่อไหร่ที่เราทำตัวเป็นแก้วน้ำเต็ม มันเติมอะไรไม่ได้แล้ว มีแต่จะล้น แล้วก็เสียหายไป ก็จะใช้พระราชดำรัสนี้เป็นสิ่งนำชีวิตมาโดยตลอดชีวิตครับ”

“ละครเทิดพระเกียรติเคยทำแล้ว เป็นทั้งนักแสดงในละครเทิดพระเกียรติหลายๆ เรื่อง ที่เคยทำไปสิบกว่าปีแล้วคือละครเทิดพระเกียรติละครยาวเลย สายน้ำสามชีวิต อันนั้นจะเกี่ยวกับพระองค์ท่านเลย โจทย์ที่ผู้ใหญ่ให้มาก็คือ ตอนนั้นข้าวกำลังมีปัญหาว่าจะถูกแย่งชิงไปจดสิทธิบัตร ซึ่งเป็นงานของพระองค์ท่านมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่า พยายามจะผลักดันข้าวของประเทศไทยให้เป็นที่เลื่องลือของชาวโลก แต่กำลังจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา ก็เลยมานั่งคิดกันว่าเราน่าจะทำละครเกี่ยวกับข้าวสักเรื่องนึง ก็จะเกี่ยวกับแม่น้ำเจ้าพระยาถือเป็นสายเลือดใหญ่ของข้าว เรื่องเรือพระราชพิธี ให้มาเป็นส่วนนึงของละครที่รักและภูมิใจมากที่ได้ทำ หลังจากนี้ต้องแล้วแต่ผู้ใหญ่ครับที่มอบหมายงานมา อะไรที่เกี่ยวกับในหลวงพร้อมที่จะทำตลอดเวลาครับ”

“ให้กำลังใจประชาชนต่อจากนี้อย่าโศกเศร้าครับ พระองค์ท่านคงไม่อยากเห็นเราโศกเศร้ามากนัก การสูญเสียทำให้เราเศร้าใจ แต่มันต้องมีเวลาให้เราลุกเดินหน้าต่อไป พระองค์ท่านคงอยากให้เราเดินหน้ามากกว่า ทุกก้าวที่เราจะก้าวต่อไปขอให้ทุกคนได้นึกถึงงานของพระองค์ท่าน สิ่งที่พระองค์ท่านสอน เดินหน้าเพื่อประเทศของเรา พ่อมองลงมาแล้วพ่อจะได้ยิ้มครับ” อาตู่ กล่าว

Loading...



error: Alert: Content is protected !!