คลายปมสงสัย เหตุใดพระนามของ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ” ถึงไม่ได้ใช้คำขึ้นต้นเหมือนกับรัชกาลก่อนๆ

23 พฤศจิกายน 2018 | ข่าวสาร
Loading...

เมื่อมีการผลัดแผ่นดินเกิดขึ้น หากพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศได้ทรงแต่งตั้งองค์รัชทายาทไว้เรียบร้อยแล้ว องค์รัชทายาทพระองค์นั้นก็จะเสด็จขึ้นเป็นพ่ออยู่หัวพระองค์ใหม่ทันทีตามธรรมเนียมที่ว่า “แผ่นดินจะว่างเว้นพ่ออยู่หัวไม่ได้” เพราะราชการงานศึกที่เกี่ยวพันธ์มาจากรัชกาลก่อนนั้นยังจะต้องดำเนินต่อไป และอีกเหตุผลก็คือ “เพื่อเป็นเสาหลักให้แก่พระราชวงศ์ และพสกนิกรในประเทศ”

ขั้นตอนทรงรับเชิญขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ในระหว่างที่ยังมิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก็จะขานพระปรมาภิไธยว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เช่นเดียวกับในหลวงรัชกาลที่ ๘

ต่อเมื่อทรงผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและทรงรับพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระปรมาภิไธยแล้ว จึงจะทรงเป็น “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” โดยสมบูรณ์

กรณีในหลวงรัชกาลที่ ๘ ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ทรงตอบรับขึ้นครองสิริราชสมบัติต่อจากรัชกาลที่ ๗ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๗ แต่เนื่องจากเสด็จสวรรคตเสียก่อนที่จะทรงกระทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงมีการประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธยเป็น “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เมื่อเสด็จสวรรคตแล้ว

หรือเมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศทรงรับรัชทายาทเป็นพระมหากษัตริย์ต่อจากในหลวงรัชกาลที่ ๘ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ก็ทรงเป็น “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” มาจนได้ทรงรับพระสุพรรณบัฆเฉลิมพระปรมาภิไธยในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ จึงขานพระปรมาภิไธยว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

Advertisement

Loading...

ตามโบราณราชประเพณีของไทย พระนามของผู้ได้รับการเลือกเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ก็ยังคงใช้ขานพระนามเดิม เป็นแต่เพิ่มคำว่า “ซึ่งทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน” ต่อท้ายพระนาม เครื่องยศบางอย่างก็ต้องลด เช่น พระเศวตฉัตร มีเพียง ๗ ชั้น มิใช่ ๙ ชั้น คำสั่งของพระองค์ ก็ไม่เรียกว่าพระบรมราชโองการ จนกว่าจะได้ทรงรับการบรมราชาภิเษก จึงถวายพระเกียรติยศโดยสมบูรณ์

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทย ปรากฏหลักฐานเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์คือ ศิลาจารึกวัดศรีชุมของพญาลิไท แห่งกรุงสุโขทัย กล่าวคือ พ่อขุนผาเมืองอภิเษกพระสหายคือ พ่อขุนบางกลางท่าว ให้เป็นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ผู้ครองกรุงสุโขทัย แต่ก็ไม่มีรายละเอียดการประกอบพระราชพิธี ว่ามีขั้นตอนอย่างใด

จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อขึ้นเสวยราชสมบัติ ได้ทรงทำพระราชพิธีนี้อย่างสังเขป เมื่อพุทธศักราช ๒๓๒๕ ครั้งหนึ่งก่อนแล้วทรงตั้งคณะกรรมการ โดยมีเจ้าพระยาเพชรพิชัย ซึ่งเป็นข้าราชการในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นประธาน สอบสวนแบบแผนโดยถี่ถ้วน ตั้งขึ้นเป็นตำรา แล้วทรงทำบรมราชาภิเษกเต็มตำราอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพุทธศักราช ๒๓๒๘ และได้ใช้เป็นแบบแผนในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ของรัชกาลต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแต่ละรัชกาล ก็ได้ปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดเล็กน้อย ให้เหมาะแก่กาลสมัย

ที่สำคัญคือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเป็นปราชญ์ในทางอักษรศาสตร์ และโบราณราชประเพณี ได้ทรงพระราชนิพนธ์คำกราบบังคมทูล ของพราหมณ์และราชบัณฑิต ขณะถวายเครื่องราชกกุธกัณฑ์ กับพระราชดำรัสตอบเป็นภาษาบาลี และคำแปลเป็นภาษาไทย ทั้งนี้ อาจวิเคราะห์ได้ว่า พระราชพิธีนี้ มีคติที่มาจากลัทธิพราหมณ์ ผสมกับความเชื่อทางพุทธศาสนา ส่วนบทมนต์ต่างๆ ของพราหมณ์นั้น นักวิชาการภาษาตะวันออกโบราณ วินิจฉัยว่า เป็นภาษาทมิฬโบราณ

ส่วนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๓ นั้น สำนักพระราชวังได้ยึดการบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ เป็นหลัก แต่ปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพบ้านเมืองที่ยังไม่อุดมสมบูรณ์ เพราะเพิ่งผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่สอง และเพื่อให้เหมาะสมกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย แบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญด้วย

Loading...



error: Alert: Content is protected !!