“ครู ตัวเราอยู่ไกล ฝากดูแลเด็กๆด้วยนะ” พระราชดำรัสสุดซึ้งจาก “ในหลวงร.๙” พระเมตตาคนที่มิอาจหาสิ่งใดมาเปรียบ

7 พฤศจิกายน 2018 | ความทรงจำ
Loading...

พระราชดำรัสสุดซึ้ง ที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยในตัว เด็กนักเรียน จากในหลวง ร.๙ ที่มีความว่า “ฉันฝากเด็กชาวเขาด้วยนะ ตัวฉันอยู่ไกล ครูดูแลด้วยนะ” ประโยคเดียวที่เปลี่ยนชีวิตครูคนหนึ่งและเด็กบนดอยอีกหลายร้อยชีวิต
‘โรงเรียนบ้านขอบด้ง สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ปี พ.ศ.2527’


ก่อนจะมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามในปัจจุบัน ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ 30 กว่าปีที่แล้ว ยังคงเป็นพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ล้วนเป็นชาวมูเซอดำ ปลูกฝ่ิน เป็นพื้นที่สีชมพูถึงสีแดง เต็มไปด้วยอันตรายและยาเสพติด มีแต่ทหารคอยเดินลาดตระเวน สภาพดอยอ่างขางแบบนั้นเองที่ ครูเรียม สิงห์ทร ได้เจอในวันแรกที่ไปรายงานตัวเป็นครูที่โรงเรียนบ้านขอบด้ง ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่

ซึ่งหากย้อนกลับไปครั้งที่ครูเรียมตัดสินใจสมัครมาเป็นครูที่โรงเรียนนี้ ครูเรียมเองคิดว่าชีวิตครูดอย น่าจะได้สอนเด็กชาวเขาน่ารักๆ ในเพิงไม้เล็กๆ ท่ามกลางดอกไม้เมืองหนาวสวยๆ แต่ชีวิตการเป็นครูดอยที่ได้เจอจริงๆ มันกลับไม่สวยงามอย่างที่ครูเรียมเคยฝันไว้

วันแรกที่มาถึง ครูเรียมในวัย 24 ปี ต้องลากกระเป๋า เดินเท้าไปบนทางชันของภูเขา ระยะทางกว่า 5 กม.จากสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ท่ามกลางหมอกหนาวเย็น พอไปถึงสภาพโรงเรียนที่เห็นเป็นเพียงอาคารเรียนชั่วคราว ขนาด 2 ห้องเรียน ฝาไม้ไผ่มุงหลังคาสังกะสี ระบบน้ำเป็นประปาเกษตร ไฟไม่มี ห้องน้ำต้องใช้ร่วมกับทหาร
นักเรียนของโรงเรียนบ้านขอบด้งในตอนนั้นทั้งหมดมี 30 คน เป็นเด็กชาวมูเซอดำทั้งหมด พูดภาษาไทยไม่ได้ สื่อสารกันไม่เข้าใจ พ่อแม่ของเด็กๆ เองก็ไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา ไม่สนใจที่จะส่งลูกมาโรงเรียน ครูเรียมไปนั่งรอเด็กนักเรียนอยู่ในห้อง2 สัปดาห์ มีเด็กแวะเวียนมาบ้างไม่กี่คน แต่แค่มานั่งเล่นแล้วก็หนีกลับ


ห้องเรียนที่ว่างเปล่าไร้นักเรียน บรรยากาศเยียบเย็น ภาษาที่สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ความเป็นอยู่ที่ทุรกันดาร บั่นทอนจิตใจของครูเรียมที่ทั้งชีวิตไม่เคยเจอความลำบากขนาดนี้ อะไรๆ ที่ไม่เหมือนภาพอย่างที่ฝันไว้ทำให้ครูเรียมเริ่มท้อ จึงตัดสินใจเก็บข้าวของใส่กระเป๋าเตรียมกลับกรุงเทพฯ แต่ใจที่ยังลังเลพาให้ครูเรียมกลับไปนั่งในห้องเรียนอีกครั้ง คิดว่าหากมีเด็กมาเรียนวันนี้ก็จะไม่กลับ


นั่งรออยู่นานก็ไม่มีเด็ก ครูเรียมเหลียวมองรอบห้องอย่างจะหาที่พึ่งสุดท้าย ในที่สุดก็ไปสะดุดตากับพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่แขวนอยู่เหนือกระดานดำ
วินาทีนั้นเองที่เปลี่ยนชีวิตครูเรียมและเด็กๆ ที่บ้านขอบด้ง สายพระเนตรของพระองค์ท่านที่ครูเรียมเห็นในพระบรมฉายาลักษณ์คล้ายจะส่งพลังบางอย่างให้กับครูเรียม ตอนนั้นเองที่ทำให้ครูเรียมได้สติคิดขึ้นมาได้ว่า
‘ขนาดในหลวงท่านอยู่ไกล ท่านยังเสด็จมาที่นี่ มาสร้างโครงการหลวง สร้างโรงเรียน แต่ครูเรียมยังไม่ทันทำอะไรเลย แค่นี้ก็ท้อเสียแล้วเหรอ?

หลังจากวันนั้นครูเรียมก็ตัดสินใจไม่นั่งรอนักเรียนอีกต่อไป แต่ใช้วิธีเดินเข้าไปหานักเรียนในทุกที่ ที่ไร่ข้าว บุกไปในป่า ไปเคาะประตูบ้าน เอาขนม ดินสอสี กระดาษติดตัวไป เจอเด็กที่ไหนก็ชวนเด็กๆ เรียนด้วยหลักสูตรที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตท้องถิ่นของชาวบ้าน สอนภาษาไทย และวิชาต่างๆ ที่เอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากสอนเด็กแล้ว ครูเรียมยังลงไปคุยกับพ่อแม่ ชี้ชวนให้เขาเห็นความสำคัญของการเรียน ใช้เวลาเป็นปีกว่าพ่อแม่เด็กจะเริ่มมองเห็น และเริ่มยอมให้ลูกๆ มาโรงเรียน

11 มีนาคม 2535 ตั้งปณิธานขอทำงานในพื้นที่นี้ตลอดชีวิต ครูเรียมทำงานในพื้นที่ด้วยความมุ่งมั่นมาตลอด จนกระทั่งถึงวันสำคัญของชีวิต คือวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาเยี่ยมโรงเรียนบ้านขอบด้ง ทอดพระเนตรเด็กๆ เขียนภาษาไทย ปั้นดินน้ำมัน และทอดพระเนตรแปลงดอกคาร์เนชั่นที่ครูเรียมและเด็กๆ ช่วยกันปลูก วันนั้นพระองค์ท่านได้พระราชทานเงินจำนวน 3,000 บาทเพื่อให้ครูเรียมและเด็กๆ ใช้สร้างโรงเรือน และก่อนจะเสด็จกลับ ทรงมีพระราชดำรัสกับครูเรียมและเด็กๆ ว่า
“ฉันฝากเด็กชาวเขาเหล่านี้ด้วย ตัวฉันอยู่ไกล ครูดูแลด้วยนะ”
ชมคลิป

Loading...



error: Alert: Content is protected !!